โรคไตเรื้อรัง เป็นภาวะที่ไตมีความผิดปกติด้านโครงสร้างหรือการทำงานต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน ไตซึ่งมีหน้าที่กรองของเสียและน้ำส่วนเกิน ควบคุมสมดุลเกลือแร่ ช่วยควบคุมความดันโลหิต และมีส่วนในการสร้างเม็ดเลือดแดง จึงส่งผลต่อหลายระบบของร่างกายเมื่อทำงานลดลง โรคนี้มักค่อย ๆ ดำเนินไปและในระยะแรกอาจแทบไม่มีอาการ การตรวจพบเร็วและดูแลอย่างเหมาะสมจึงช่วยชะลอการเสื่อมของไตและลดภาวะแทรกซ้อนได้
บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือแผนการรักษาจากแพทย์ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์และนักกำหนดอาหารก่อนปรับยา อาหาร ปริมาณน้ำ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
โรคไตเรื้อรังวินิจฉัยและแบ่งระยะอย่างไร
แพทย์ประเมินสุขภาพไตจากข้อมูลหลายด้าน โดยค่าที่ใช้บ่อยคือ eGFR (estimated Glomerular Filtration Rate) ซึ่งคำนวณจากผลเลือดเพื่อประมาณความสามารถในการกรองของไต ยิ่งค่าต่ำยิ่งบ่งชี้ว่าการทำงานของไตลดลง นอกจากนี้ยังตรวจ อัตราส่วนอัลบูมินต่อครีอะตินีนในปัสสาวะ หรือ uACR เพื่อดูว่ามีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะหรือไม่
การมีผลผิดปกติเพียงครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคไตเรื้อรังเสมอไป เพราะภาวะขาดน้ำ การติดเชื้อ หรือไตบาดเจ็บเฉียบพลันอาจทำให้ค่าผิดปกติชั่วคราว โดยทั่วไปจึงต้องตรวจซ้ำและยืนยันว่าความผิดปกติต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน แพทย์จะพิจารณาค่า eGFR, uACR สาเหตุของโรค อายุ อาการ และโรคร่วมประกอบกัน
โรคไตมีกี่ระยะ
โรคไตเรื้อรังแบ่งตามระดับการกรองของไตเป็น 5 ระยะหลัก โดยระยะที่ 3 แยกเป็น 3a และ 3b เพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ดังนี้
ระยะที่ 1: ไตยังกรองได้ดี แต่มีหลักฐานว่าไตเสียหาย
ค่า eGFR ตั้งแต่ 90 มล./นาที/1.73 ตร.ม. ขึ้นไป แต่ตรวจพบความผิดปกติอื่นที่ต่อเนื่อง เช่น มีอัลบูมินหรือโปรตีนในปัสสาวะ มีความผิดปกติจากภาพถ่ายทางการแพทย์ หรือมีโรคที่ทำลายไต ระยะนี้มักไม่มีอาการ เป้าหมายสำคัญคือค้นหาสาเหตุ ควบคุมเบาหวานและความดันโลหิต งดสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนัก และติดตามเลือดกับปัสสาวะตามนัด
ระยะที่ 2: การทำงานของไตลดลงเล็กน้อย
ค่า eGFR 60–89 ร่วมกับหลักฐานความเสียหายของไตต่อเนื่อง ผู้ป่วยจำนวนมากยังใช้ชีวิตได้ตามปกติและไม่รู้สึกผิดปกติ ควรเน้นควบคุมโรคต้นเหตุ ลดอาหารเค็ม หลีกเลี่ยงยาหรือสมุนไพรที่อาจกระทบไต และประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด การมีค่า eGFR ในช่วงนี้เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีหลักฐานไตเสียหาย อาจยังไม่ถือว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง
ระยะที่ 3a: ไตทำงานลดลงเล็กน้อยถึงปานกลาง
ค่า eGFR 45–59 บางคนยังไม่มีอาการ ขณะที่บางคนอาจเริ่มมีความดันสูง อ่อนเพลีย หรือผลเลือดบางค่าเปลี่ยนไป แพทย์อาจตรวจภาวะโลหิตจาง สมดุลเกลือแร่ สุขภาพกระดูก และทบทวนขนาดยาที่ขับออกทางไต การติดตามจะถี่ขึ้นตามระดับโปรตีนในปัสสาวะและโรคร่วม
ระยะที่ 3b: ไตทำงานลดลงปานกลางถึงมาก
ค่า eGFR 30–44 ความเสี่ยงต่อโรคไตระยะรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยควรรับประทานยาตามแพทย์สั่ง ตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ และอาจได้รับคำแนะนำจากนักกำหนดอาหารโรคไตโดยเฉพาะ การปรับโปรตีน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และน้ำต้องอิงผลเลือดและปริมาณปัสสาวะ ไม่ควรงดอาหารหลายชนิดด้วยตนเอง เพราะอาจทำให้ขาดสารอาหาร
ระยะที่ 4: การทำงานของไตลดลงมาก
ค่า eGFR 15–29 อาจมีอาการเหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ บวม คัน ตะคริว หรือปัสสาวะเปลี่ยนแปลง แต่บางคนยังมีอาการไม่ชัดเจน ต้องอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมความดัน โลหิตจาง ภาวะกรด เกลือแร่ และโรคกระดูก แพทย์จะเริ่มพูดคุยและวางแผนล่วงหน้าเกี่ยวกับทางเลือกบำบัดทดแทนไต หากมีโอกาสจำเป็นในอนาคต
ระยะที่ 5: ไตวายหรือไตทำงานต่ำมาก
ค่า eGFR ต่ำกว่า 15 ถือเป็นภาวะไตวาย แผนดูแลขึ้นกับอาการ ผลเลือด สุขภาพโดยรวม และความต้องการของผู้ป่วย ทางเลือกอาจรวมถึงการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างไตทางช่องท้อง การปลูกถ่ายไต หรือการดูแลแบบประคับประคองอย่างครบวงจรสำหรับผู้ที่ไม่เหมาะหรือไม่ประสงค์รับการบำบัดทดแทนไต การเริ่มฟอกไตไม่ได้ตัดสินจากตัวเลข eGFR เพียงค่าเดียว แต่ต้องประเมินอาการและภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วย
ผู้ป่วยโรคไตควรดูแลตัวเองอย่างไร
1. ควบคุมโรคต้นเหตุและไปพบแพทย์ตามนัด
เบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุสำคัญของโรคไตเรื้อรัง ควรควบคุมระดับน้ำตาล ความดัน และไขมันตามเป้าหมายที่ทีมรักษากำหนด รับประทานยาให้สม่ำเสมอ และตรวจ eGFR กับ uACR ตามนัด ยาบางกลุ่มช่วยปกป้องไตในผู้ป่วยที่เหมาะสม แต่ต้องให้แพทย์เลือกและติดตามผล
2. ลดเค็ม แต่ไม่ปรับอาหารแบบเหมารวม
ลดอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของหมักดอง ขนมขบเคี้ยว น้ำปลา ซีอิ๊ว และซอสปรุงรสมากเกินไป อ่านฉลากโภชนาการและเลือกอาหารปรุงสด การจำกัดโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โปรตีน หรือปริมาณน้ำไม่เหมือนกันในผู้ป่วยทุกคน ผู้ที่ผลเลือดปกติอาจไม่จำเป็นต้องงดผักและผลไม้หลายชนิด จึงควรขอแผนอาหารเฉพาะบุคคลจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร
3. ระวังยาแก้ปวด สมุนไพร และอาหารเสริม
ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์บางชนิด เช่น ibuprofen หรือ diclofenac อาจทำให้ไตแย่ลง โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไต ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ขาดน้ำ ไม่ควรหยุดยาประจำเอง แต่ควรแจ้งแพทย์และเภสัชกรว่ามีโรคไตทุกครั้งก่อนรับยา สมุนไพร ยาชุด และอาหารเสริมที่ไม่ทราบส่วนประกอบอาจมีสารปนเปื้อนหรือรบกวนยา จึงไม่ควรใช้โดยไม่ปรึกษาทีมรักษา
4. ดูแลพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
งดสูบบุหรี่ จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายตามกำลัง และรักษาน้ำหนักให้อยู่ในช่วงเหมาะสม การดื่มน้ำมากไม่ได้ช่วย “ล้างไต” สำหรับทุกคน ปริมาณน้ำควรเหมาะกับสภาพหัวใจ ปริมาณปัสสาวะ อาการบวม และคำแนะนำของแพทย์ หากมีไข้ อาเจียน หรือท้องเสียจนเสี่ยงขาดน้ำ ควรปรึกษาสถานพยาบาล โดยเฉพาะเมื่อใช้ยาหลายชนิด
5. สังเกตอาการเตือน
ควรรีบพบแพทย์เมื่อมีปัสสาวะน้อยลงอย่างชัดเจน บวมมากขึ้น หอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก ซึม สับสน อาเจียนต่อเนื่อง กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือใจสั่น ส่วนอาการอย่างปัสสาวะเป็นฟอง ปัสสาวะเป็นเลือด บวมรอบตาหรือเท้า ความดันสูงผิดปกติ และเหนื่อยง่าย ควรนัดตรวจโดยไม่ปล่อยทิ้งไว้ อย่างไรก็ตามโรคไตระยะแรกอาจไม่มีอาการ การตรวจคัดกรองจึงสำคัญกว่าการรอให้มีอาการ
ใครบ้างควรตรวจสุขภาพไต
ผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ มีประวัติโรคไตในครอบครัว เคยมีไตอักเสบ นิ่วหรือทางเดินปัสสาวะอุดตัน ใช้ยาที่อาจมีผลต่อไตเป็นเวลานาน หรือมีอายุมาก ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจเลือดและปัสสาวะ ความถี่ในการตรวจขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงและผลตรวจเดิม
สรุป
โรคไตเรื้อรังมี 5 ระยะ ตั้งแต่ระยะที่ไตยังกรองได้ดีแต่มีหลักฐานเสียหาย ไปจนถึงระยะไตวาย การแบ่งระยะใช้ค่า eGFR ร่วมกับอัลบูมินในปัสสาวะและข้อมูลทางคลินิก ไม่ควรวินิจฉัยจากผลตรวจครั้งเดียว การดูแลที่สำคัญคือควบคุมโรคต้นเหตุ ลดเค็ม ใช้ยาอย่างปลอดภัย ไม่งดอาหารหรือน้ำเอง ติดตามผลตามนัด และเตรียมแผนการรักษาล่วงหน้าเมื่อโรคเข้าสู่ระยะรุนแรง ยิ่งรู้เร็วและดูแลต่อเนื่อง ก็ยิ่งมีโอกาสชะลอไตเสื่อมและรักษาคุณภาพชีวิตได้นานขึ้น
